วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สุรัตน์ วัตฏิสุ เลขทะเบียน 5001103138


ไทยสมุทรฯ อัพความคุ้มครอง ลั่นไม่ทิ้งรากหญ้า

ไทยสมุทรประกันชีวิต ลั่นไม่ทิ้งกลุ่มรากหญ้า แม้พิษเศรษฐกิจจะส่งกระทบ ส่งผลให้เบี้ยตัวแทนทั้งระบบติดลบ 11.75% ขณะที่บริษัทยังโต 6.48% เดินหน้าเพิ่มค่ารักษาพยาบาล-คุ้มครองรายได้ จ่ายเบี้ยเพิ่มเพียงสัญญาละ 100-200 บาทต่อเดือน ด้านธุรกิจประกันชีวิต ย้ำรัฐต้องเร่งหนุนออกพันธบัตรระยะยาว 30 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนมากกว่า 5%

นางดัยนา บุนนาค กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด กล่าวว่า แม้ช่วงครึ่งแรกเบี้ยจากช่องทางตัวแทนทั้งอุตสาหกรรมจะติดลบ 11.75% มาจากผลกระทบในเรื่องภาวะเศรษฐกิจกระทบกับรายได้ของลูกค้า ในกลุ่มรากหญ้า และบริษัทประกันส่วนใหญ่หันขยายเบี้ยผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์มากขึ้น แต่ส่วนของบริษัทยังเป็นบวกอยู่เพียงบริษัทเดียว มีอัตราเติบโตถึง 6.48% โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า ถือเป็นฐานลูกค้าหลัก ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าทั้งสิ้น 2.18 ล้านกรมธรรม์ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เตรียมพิจารณาเพิ่มผลประโยชน์ความคุ้มครองในเรื่องค่ารักษาพยาบาลและชดเชยรายได้ ภายในสิ้นปีนี้ หลังจากเพิ่มการคุ้มครองมะเร็งไปแล้วเมื่อ 2 เดือนที่ผ่าน โดยอัตราเบี้ยประกันต่อสัญญาเพิ่มเติมเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100-200 บาทต่อเดือนเท่านั้น จากอัตราเบี้ยความคุ้มครองปกติที่ 500 บาทต่อเดือน พร้อมกันนี้จะนำกรมธรรม์เก่ามาปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ใหม่อีกครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอให้ คปภ.เป็นผู้พิจารณาได้แก่ ไทยสมุทรสุขยั่งยืนและไทยสมุทรสุขสมหวัง ซึ่งเป็นกรมธรรม์เพื่อการศึกษาให้บุตร เตรียมเสนอขายให้กับลูกค้าอีกครั้ง เนื่องจากกรมธรรม์ดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับกรมธรรม์บำนาญแต่ยังไม่ใช่กรมธรรม์บำนาญ ขณะที่ลูกค้าระดับกลางและบน บริษัทยังคงเน้นทำตลาดผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ ปัจจุบันมุ่งสร้างตลาดการประกันสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย โดยมี บมจ.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย มาเป็นพันธมิตรรายใหม่ล่าสุด พร้อมจะปรับเป้าเบี้ยประกันชีวิตชำระเบี้ยครั้งเดียวหรือซิงเกิลพรีเมียม 10/1 ซึ่งปัจจุบันมีเบี้ยถึง 110 ล้านบาทแล้วจากเดิมตั้งไว้ภายในสิ้นปีนี้ โดยส่วนใหญ่มีสัดส่วนเบี้ยผ่านช่องทางตัวแทนถึง 90 ล้านบาท และอื่นๆอีก 20 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยรับรวม 5,976 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นเบี้ยรับปีแรก 1,272 ล้านบาท เติบโต 7.3% อัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84% และมีผลตอบแทนจากการลงทุน 6.58% โดยทั้งปีคาดว่า จะได้เบี้ยรับรวมตามเป้าที่ตั้งไว้ 11,000 ล้านบาท เติบโต 15%

ทางด้านการลงทุน ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์การลงทุนทั้งสิ้น 50,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพื่อให้สอดคล้องกับกรมธรรม์ที่เสนอขาย และอีก 17% เป็นพอร์ตสินเชื่อ ที่มีทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัย ที่มีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีคุณภาพทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2% และพอร์ตที่ทำให้บริษัทมีอัตราผลตอบแทนที่ดีๆ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจประกันชีวิตอยากให้รัฐบาลออกพันธบัตรระยะยาวให้มากขึ้นกว่า 20 ปี มีผลตอบแทนมากกว่า 5% เพราะความคุ้มครองของกรมธรรม์ส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี และยังมีกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองถึง 90 ปีด้วย ซึ่งถ้าหากกฎเกณฑ์ RBC ของสำนักงาน คปภ. มีผลบังคับใช้ ทุกบริษัทต้องมีสินทรัพย์และหนี้สินที่สอดคล้องกัน และก่อนหน้านี้ทางสมาคมประกันชีวิตไทยพูดคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังแล้ว ในทางนโยบายเชื่อว่า คงได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่

นายรุ่งโรจน์ กิติยานุภาพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตัวแทนประกันชีวิต บมจ. ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต (SCNYL) กล่าวว่า ตลาดรากหญ้าเป็นตลาดที่บริษัทสนใจ แต่หากมองถึงผลประโยชน์ที่จะให้กับลูกค้ากลุ่มนี้จริงๆ มีความคุ้มครองค่อนข้างต่ำ ทุนประกัน 20,000-50,000 บาทต่อปี จ่ายเบี้ยประกันต่อปี 300-500 บาท ถือว่าลูกค้ารากหญ้าได้ความคุ้มครองที่ไม่คุ้มค่าหรือต่ำไปไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งมีความจำเป็นต้องมีทุนประกัน 100,000 บาทต่อปีขึ้นไป ซึ่งบริษัทก็ต้องอาศัยการลงทุนที่เหมาะสมด้วย โดยเฉพาะพันธบัตรที่ค่อนข้างระยะยาวมากๆ ขณะนี้พันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่อยู่ที่ 10-20 ปี ยังถือว่าสั้นไปสำหรับธุรกิจประกัน

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124603&issue=2460

คำถาม

1. เบี้ยตัวแทนทั้งระบบของไทยสมุทรฯ ติดลบกี่เปอร์เซ็นต์ ?

2. ผลการดำเนินงานในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยรับรวมเท่าใด และ เติบโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ?

3. SCNYL คือ ?

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สุรัตน์ วัตฏิสุ เลขทะเบียน 5001103138

ตลท.ดึง'มาร์ค'โรดโชว์นิวยอร์ก ร่ายมนตร์ดึงเงินนอกเข้าหุ้นไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับบล.ยูบีเอสฯ ดึง

"มาร์ค" โรดโชว์สหรัฐฯ 21-23 ก.ย.นี้ เพื่อให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเมือง พร้อมบุกตลาดหุ้นนิวยอร์ก แลกเปลี่ยนความเห็นการพัฒนาของตลาดทุนโลก และความร่วมมือระหว่าง 2 ตลาด

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 21-23 กันยายนนี้ ตลท. มีแผนจัดกิจกรรมพบปะผู้ลงทุนสถาบัน(โรดโชว์) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ยูบีเอส จำกัด ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่ที่มีนโยบายลงทุนในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทย

นอกจากนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้จัดการกองทุนเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

"ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ถือเป็นจังหวะที่ดีในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุน"

นอกจากนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และตลท.ยังมีกำหนดเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของตลาดหุ้นนิวยอร์ก เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของตลาดทุนโลก และแนวโน้มในปี 2553 รวมทั้งความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างตลท.และตลาดหุ้นนิวยอร์กด้วย

นางภัทรียา กล่าวว่า ตลท.ยังร่วมกับบล. พัฒนสินฯ และบล.โนมูระฯ นำบริษัทจดทะเบียน 3 แห่งไปโรดโชว์ผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 7-8 กันยายนนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้บริหารกองทุนชั้นนำของญี่ปุ่นหลายรายเข้าร่วมงาน เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและภาวะการลงทุนของประเทศไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนบริษัทจดทะเบียนก็จะได้มีโอกาสให้ข้อมูลโดยตรงกับนักลงทุนสถาบัน

ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับฟังความคิดเห็นและมุมมองของผู้ลงทุนต่างประเทศเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดทุนไทย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการลงทุน โดยจะมีการพบปะกับนักลงทุนสถาบันทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

สำหรับบริษัทจดทะเบียน 3 แห่งที่ไปร่วมโรดโชว์ต้นเดือนนี้ ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด(มหาชน)(บมจ.) บมจ. พรีเชียส ชิพปิ้ง และบมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนในประเทศญี่ปุ่น

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124594&issue=2459

คำถาม

1. "มาร์ค" โรดโชว์สหรัฐฯ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ?

2. โรดโชว์ผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำ จัดที่ประเทศใด และ วันที่เท่าไหร่ ?

3. สำหรับบริษัทจดทะเบียน 3 แห่งที่ไปร่วมโรดโชว์ต้นเดือนนี้ ได้แก่ อะไรบ้าง ?