วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สรศักดิ์ เปรมปกรณ์ เลขทะเบียน 5001103129

ใครได้ใครเสีย ปฏิรูป พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยทางรถ

ปัญหาการใช้สิทธิจาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภายใต้ระบบการประกันภัยรถภาคบังคับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันภัย ที่ใช้มากว่า 17 ปี แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นมากมายจากการขอใช้สิทธิ แม้จะมีการปรับปรุงใหม่มาแล้ว 4 ครั้งก็ตาม

ทั้งนี้จากข้อมูลของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบว่า ผู้ประสบภัยจากรถส่วนใหญ่คิดเป็นประมาณ 55.3 % ของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แต่เลือกที่จะใช้สิทธิอื่น ๆ แทน เนื่องจากพบว่ามีความยุ่งยากในการเดินเรื่อง ต้องเสียเวลาในการติดตามนานถึงแม้ว่าจะเป็นการได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยไม่มีเสียค่าใช้จ่ายมาก ส่วนอีก 42% ของผู้ประสบภัยจากรถที่ขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถก็ยังไม่ได้รับสิทธิอย่างแท้จริง เพราะมีปัญหามากมายจากการขอใช้สิทธิ

ขณะนี้ทั้งนักวิชาการและภาคประชาชน ต่างเห็นตรงกันว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ โดยการยกเลิกกฎหมายเดิม เสนอให้มีการออกกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งยังหยิบยกประเด็น ในแง่ของปัญหาค่าใช้บริหารงานสูงถึง 41% ถือว่า เกินความจำเป็น (อ่านตารางประกอบ) จากสถิติปี 2550 จำนวนรถยนต์ที่ประกันภัยตาม พ.ร.บ.เดิมมีมากกว่า 25 ล้านคัน เป็นมูลค่าเบี้ยประกันภัยกว่า 10,000 ล้านบาท จนนำไปสู่การระดมความคิดเห็น ว่า ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยทางรถ พ.ศ. 2535 ในประเด็นสำคัญอะไรบ้าง

กระทั่ง ดร.อัมมาร์ สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการการคุ้มครองผู้ประสบภัยทางจากรถระบบใหม่ โดยให้กรมขนส่งทางบกรับเบี้ยประกันภัยพร้อมกับการรับค่าจดทะเบียนหรือค่าต่อทะเบียนรถ ,กรมบัญชีกลางบริการจัดการค่าสินไหม (สามารถปรับเปลี่ยนได้) เป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เบี้ยประกัน กำกับและติดตามดูแล กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ (สปสช. สปส. กรมบัญชีกลาง) , สำนักงานการแพทย์ฉุกเฉิน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่จ่ายชดเชยต่างๆ

ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นคนกลาง ได้เปิดเวทีเสวนา "ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ เข้มแข็ง เพียงพอหรือยัง" เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552ที่ผ่านมา เพื่อระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่าย โดยเชิญ คปภ. , สมาคมประกันวินาศภัย, บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประกอบการภัยจากรถ,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เข้าร่วมสัมมนาและให้ข้อมูล เพื่อหลังจากนี้อีก 15 วัน ทางสศค. จะทำการสรุปข้อมูลและข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงการคลังเป็นผู้ชี้ขาดเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณาต่อไป

สำหรับบรรยากาศบนเวทีเสวนานี้ แม้ตัวแทนบริษัทประกันภัย จะชี้แจงในทุกข้อโต้แย้งปัญหาต่างๆ ด้วยหลักการประกันภัย พ.ร.บ. ที่ไม่ใช่เหมือนระบบการประกันตน อย่างกองทุนประกันสุขภาพระบบอื่นๆ และได้พยายามปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายวิวัฒน์ เกิดไพบูลย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกฎหมาย คปภ. กล่าวว่า หาก พ.ร.บ. ฉบับเดิมมีปัญหา ก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ และตามกฎหมายก็มีบทลงโทษบริษัทประกันที่ประวิงการจ่ายค่าสินไหมอยู่แล้ว หากร่วมกันปรับปรุงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะส่งเสริมการประกันภัยให้ประชาชนเกิดความมั่นใจมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนระบบใหม่ เพราะถ้าทุกหน่วยงานเดินตามกฎหมายแก้ไขปัญหาได้อยู่แล้ว นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทกลางฯ เตรียมแจ้งความคืบหน้าให้กับทุกบริษัทประกันภัยเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ เพราะมองว่าหลังจากนี้การใช้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ มีความเป็นไปได้มากกว่า 50%

จากการที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และในฐานะเป็นประธานเปิดการเสวนา กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ คปภ. และบริษัทประกันจะพยายามแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังสร้างปัญหาอยู่ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีและแนวคิดในการยกเลิก พ.ร.บ.ฉบับเก่า เช่นเดียวกับดร.อัมมาร ยืนยันว่า หน่วยงานของรัฐบาลมีความสามารถควบคุมสินไหมและการบริหารจัดการกองทุนได้ดีกว่าภาคเอกชนแน่นอน และคปภ.กับบริษัทประกันภัย ไม่สมควรที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก เพราะที่ผ่านมา คปภ. ไม่มีความสามารถและไม่เข้มงวดที่ดีพอในการควบคุมการให้บริการของบริษัทประกันภัยทั้งหมด จึงส่งผลให้เกิดปัญหาทั้งหมดขึ้น และควรเร่งเสนอให้มีการแก้กฎหมายเดิม โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการกองทุน เพราะสมควรให้มีหน่วยงานที่ดูแลอย่างเป็นกลางมากที่สุด

อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะคลอด พ.ร.บ. ฉบับใหม่จึงมีความเป็นไปได้สูงมาก ทำให้ผลประโยชน์ตกสู่ภาครัฐโดยตรง จากเดิมบริษัทประกันภัย และคปภ. สามารถบริหารกองทุนนี้มีกำไรถึง 14% หากรัฐบาลบริหารรัดกุมก็จะสามารถสร้างรายได้ ในช่วงรัฐถังแตกได้ทางหนึ่ง และลดการเบียดบังเงินจากกองทุนประกันสุขภาพอื่นๆ ที่ใช้งบอุดหนุนจากรัฐบาลสูงอยู่แล้ว

แต่ระบบทางเลือกใหม่นี้ จะทำให้ประชาชนจะได้สิทธิประโยชน์เต็มที่ในระยะยาวจริงหรือไม่ ยังเป็นประเด็นต้องติดตาม ว่าภาครัฐจะบริหารความเสี่ยงอย่างไร ค่าบริหารเพียงพอจริงหรือไม่ รัฐต้องอุดหนุนหรือเพิ่มเบี้ยประกันภัย หรือปรับลดความคุ้มครองน้อยกว่าที่นำเสนอหรือในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนในภายหลังด้วยเช่นกัน

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1424551&issue=2455

คำถาม

1.คปภ. คือ ?

2.ผู้ประสบภัยจากรถ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แต่เลือกที่จะใช้สิทธิอื่น ๆ แทน เนื่องจากเหตุผลอะไร ?

3.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คือใคร ?

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สรศักดิ์ เปรมปกรณ์ เลขทะเบียน 5001103129



ประกันผ่านแบงก์ชิงเบี้ยใหม่กระฉูด ครึ่งปีแรกครองส่วนแบ่งพุ่ง 47.3%

เบี้ยใหม่ขายประกันชีวิตผ่านแบงก์โตพุ่งครองส่วนแบ่งสูงถึง 47.3% หลังรับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง และได้พนักงานแบงก์หนุนออมเงินผ่านประกัน กินเบี้ย 30% ของทุนประกัน เมืองไทยประกันชีวิตกอดคอเคแบงก์โตฉลุย ส่วนกรุงศรีฯ เล็งเข็นสินค้าใหม่ผ่านช่องทาง "ไลฟ์สไตล์เซอร์วิส"

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด และในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรก 2552 มีเบี้ยประกันรับรวมทั้งสิ้น 119,950.2 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 15.5% เป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ถึง 39,480.5 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 21.9% และในจำนวนเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ขายผ่านธนาคารหรือแบงก์แอสชัวรันซ์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็นสัดส่วนการตลาดถึง 47.3% (แบ่งเป็นสัดส่วนเบี้ยประกันรับปีแรก 39.6% และเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียวอีก 64.5%) มากกว่าช่องทางการขายผ่านตัวแทน ที่มีสัดส่วนการตลาดเพียง 43.5% ทั้งนี้เนื่องมาจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในปีนี้ จึงส่งผลดีต่อการขายประกันผ่านสาขาของธนาคาร รวมถึงพนักงานแบงก์ยังมีความสามารถในการนำเสนอสินค้าประกันในรูปแบบการสะสมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่าของเบี้ยประกันเฉลี่ยที่ 30% ทุนประกัน ถือว่าเป็นมูลค่าเบี้ยประกันที่มากกว่าช่องทางตัวแทนฝ่ายขาย ที่มีมูลค่าเบี้ยประกันเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ของทุนประกัน ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบความคุ้มครองชีวิต

"แนวโน้มการขายผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ อาจจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าการขายผ่านตัวแทนก็ได้ แต่ทั้งสองช่องทางขายก็สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเท่าเทียม (Ego treatment)"

ในส่วนของบริษัทสำหรับในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค. 2552) มีสัดส่วนเบี้ยประกันผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์สูงสุดถึง 50% ของเบี้ยรับรวมทั้งหมด 12,386 ล้านบาท มาจากธนาคารกสิกรไทยสูงสุดในสัดส่วนถึง 40% ที่เหลือเป็นแบงก์พันธมิตรอื่นๆ เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (บมจ.), บมจ.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย , ธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำหรับกลยุทธ์ช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย รวมถึงนำสินค้าใหม่ที่ขายผ่านช่องทางอื่นมาจำหน่ายผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ช่องทางขายผ่านช่องตัวแทนยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย

นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายประกันภัยธนพัทธ์ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนนี้ธนาคารรายได้จากธุรกิจประกัน 3,000 ล้านบาท มาจากเบี้ยประกันชีวิตสัดส่วนถึง 70% อีก 30% เป็นเบี้ยประกันภัย ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และเท่ากับปี 2551 และคาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมีรายได้จากธุรกิจประกันถึง 4,500 ล้านบาทหรือเติบโต 30% จากปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามในช่วง 5 เดือนหลังจากนี้ ธนาคารจะเน้นการขายสินค้าใหม่ ในรูปแบบ 1.สินค้าที่จับต้องได้ ไม่ต้องกรอกใบสมัคร 2.มีความสะดวกให้กับลูกค้าทุกขั้นตอนและ 3.มีการจัดรายการส่งเสริมการขาย โดยประมาณเดือนต.ค. นี้ จะปรับปรุงและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 แบบ เช่น ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล นอกจากนี้จะมีการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านช่องทางพิเศษในลักษณะคล้ายคลึงกับ ไลฟ์สไตล์เซอร์วิส ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่สามารถเปิดเผยได้

"ธนาคารมีศักยภาพทำกำไรมากกว่ายอดเบี้ย และในระยะเวลา 5 ปีหลังจากนี้จะเติบโตได้มากกว่า 100% จากการขายผ่านช่องทางสาขาของแบงก์ที่เพิ่มขึ้นและนำฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่จาก 500 สาขาในปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น"

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124542&issue=2454

คำถาม

1.ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรก 2552 มีเบี้ยประกันรับรวมทั้งสิ้นเท่าไหร่ ?

2.จำนวนเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ขายผ่านธนาคารหรือแบงก์แอสชัวรันซ์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็นสัดส่วนการตลาดเท่าไหร่ ?

3.ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายประกันภัยธนพัทธ์ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คือใคร ?