วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย ศุภกาญจน์ วงศ์สัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103125


จีน-สหรัฐฯ จับมือแก้วิกฤติโลก

การเปิดเจรจาสัมพันธ์ทวิภาคีด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีขึ้นครั้งแรก ระหว่าง 27-28 กรกฎาคม 2552 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ถือเป็นอีกการประชุมทวิภาคีสองประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก ที่สำคัญเป็นการเจรจาที่ค่อนข้างจะมีผลทั้งในประเด็นที่ท้าทายและโอกาสต่อผลเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของสองฝ่ายที่กำลังเผชิญอยู่โดยทันทีแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงระดับภูมิภาค และระดับโลกอีกด้วย นอกเหนือจากการขยายสัมพันธ์สองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมาทั้งจีนและสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกันแก้ปัญหาวิกฤติการเงินโลกได้ค่อนข้างดี รวมทั้งบรรลุเป้าหมายในความร่วมมือทั้งด้านการค้า วิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรมและสุขภาพรวมไปถึงการต่อต้านการก่อการร้าย และการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ตลอดทั้งการทำงานร่วมกันในประเด็นระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาวิกฤตินิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ในเอเชียใต้ รวมไปถึงประเด็นนิวเคลียร์อิหร่าน และยังนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ เช่น ความปลอดภัยด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ

แผนการหารือกันครั้งนี้ ไม่ได้เพิ่งกำหนดขึ้นแต่ เปิดทางมาตั้งแต่ครั้งที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และประธานธิบดีหู จิ่น เทา พบกันครั้งแรกที่กรุงลอนดอนเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนายซู กวางเหยา ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยถึงเป้าหมายการเจรจาความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสองฝ่าย ครั้งนี้ว่า มุ่งไปที่ประเด็นวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้น บวกกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน หัวข้อการเจรจาจึงมุ่งเน้นไปที่ การสร้างความเชื่อมั่นที่จะร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐฯซึ่งจะครอบคลุมประเด็นหลักๆ คือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการเงินและธนาคาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม ประเด็นการค้าและการลงทุน ความปลอดภัยด้านอาหารและสินค้าเกษตร รวมทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดหมายกันว่า การเจรจาครั้งนี้ จีนจะกดดันสหรัฐฯเรื่องนโยบายคงเสถียรภาพค่าเงินดอลลาร์ และอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อคุ้มครองสินทรัพย์ที่ถือครองในสหรัฐฯเนื่องจากเป็นกังวลว่างบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่สหรัฐฯทุ่มลงไปจำนวนมากนั้นจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าดอลลาร์ที่จีนถือครองในฐานะเจ้าหนี้สหรัฐฯรายใหญ่จากพันธบัตรรัฐบาลและอื่นๆที่ลงทุนไว้ รวมมูลค่ากว่า 801,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รวมไปถึงประเด็นความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งไม่นานก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีพาณิชย์และ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯได้เดินทางไปล็อบบี้รัฐบาลจีนที่จะช่วยส่งเสริมภาคเอกชนในการพัฒนาพลังงานสะอาด

สำหรับการเจรจาครั้งนี้ทางสหรัฐฯจะนำทีมโดย นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลัง ขณะที่ทางจีนจะนำทีมโดยนายหวัง จีชาน รองนายกรัฐมนตรีและนายได บิงเกา สมาชิกสภาแห่งชาติจีน

คนส่วนใหญ่จึงมองในด้านบวกว่า การเจรจาจีน-สหรัฐฯ นี้ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นน่าจะช่วยให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกก้าวหน้าไปได้เร็วยิ่งขึ้น นอกเสียจากว่าสหรัฐฯจะหยิบยกประเด็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในจีน ทั้งการประท้วงในมณฑลซินเจียง และการจับกุมผู้บริหาร บริษัท ริโอ ทินโตฯ กรณีขโมยข้อมูลความลับของประเทศจีนก็อาจจะส่งผลต่อการเจรจา เพราะสองเรื่องนี้จีนมองว่า เป็นเรื่องปัญหาภายในประเทศที่ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง

นายหยิน ซองหลี นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน ให้มุมมองไว้น่าสนใจว่าวิกฤติการเงินโลกในขณะนี้ทำให้ทั่วโลกโฟกัสไปที่สัมพันธ์จีนและสหรัฐฯ ที่เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้ จีนเองก็กังวลกับเศรษฐกิจสหรัฐฯมากพอๆกับคนอเมริกันเอง

ผลสรุปของการเจรจาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังจะออกมาอย่างไรคงต้องอดใจรอกันอีกนิด

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0924472&issue=2447

คำถาม

1.การเปิดเจรจาสัมพันธ์ทวิภาคีด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา จัดขึ้นวันใด และ สถานที่ใด ?

2.ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือใคร ?

3.การเจรจาครั้งนี้ คาดหมายกันว่าจะเป็นอย่างไร ?

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


จัดทำโดย นาย ศุภกาญจน์ วงศ์สัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103125
ต่างชาติรอคิวขาย'บาทบอนด์' thaiBMA คาดระดมทุน 2-3 พันล.ต่อราย/ปตท.สำรองหุ้นกู้รับมือยอดจองล้น

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เผยนิติบุคคลต่างประเทศ ยังสนออกบาทบอนด์ เหตุต้นทุนต่ำ ขณะที่คาดรอบนี้มีขนาดระดมทุนไม่ใหญ่มาก ที่ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อราย ชี้หากปีหน้าสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นชัด คาดได้เห็นเอกชนออกหุ้นกู้คึกคัก จับตาตัวแปรสำคัญ ไข้หวัดใหญ่ 2009
นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงของอันดับความน่าเชื่อถือ(Risk Premium) ของประเทศไทยยังต่ำกว่าปกติ คาดว่าจะมีนิติบุคคลต่างประเทศ สนใจออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้สกุลเงินบาทในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดมีต่างชาติแสดงความสนใจแล้วนำโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 34,000 ล้านบาท( คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)
นอกจากนี้ยังมีต่างชาติที่สนใจอีก โดยมีขนาดระดมทุนไม่ใหญ่มาก คือ ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อราย แต่ยังไม่สามารถระดมทุนได้ เนื่องจากปีนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้มีการพิจารณาอนุญาต และถือว่าล่าช้ากว่าทุกๆปี จากเดิมที่ในแต่ละปีกระทรวงการคลังจะพิจารณาอนุญาต 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนมีนาคม และเดือนกันยายน ซึ่งในปี 2551 กำหนดวงเงินให้ต่างชาติออกบาทบอนด์ มูลค่ารวม 50,000 ล้านบาท
สำหรับปีนี้มีนิติบุคคลต่างประเทศ ออกบาทบอนด์ไปแล้ว 2 แห่ง มูลค่ารวมประมาณ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วย Commonwealth Bank of Australia มูลค่า 4,000 ล้านบาท อายุ 4 ปี และ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.93 % ต่อปี เสนอขายเมื่อวันที่ 2-3 มิถุนายน และAgence Francaise de Developpement มูลค่า 4,000 ล้านบาท อายุ 3 ปีกับ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.4% และ 4.6% ต่อปี เสนอขายเมื่อวันที่ 25-26 มิถุนายน ที่ผ่านมา
นายณัฐพล กล่าวต่อว่า หากสัญญาณเศรษฐกิจปี 2553 ฟื้นตัว มีความเป็นไปได้ที่เอกชนจะหันมาระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้มากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยลบที่ต้องระวังคือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว รวมทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศ ดังนั้นอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการเร่งออกหุ้นกู้ของเอกชนก็เป็นได้
จากการรวบรวมรายชื่อนิติบุคคลต่างประเทศที่ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อออกบาทบอนด์ ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน (ณ 17 ก.ค.) มีจำนวน 7 ราย มีมูลค่ารวม 23,623 ล้านบาท ประกอบด้วย Commonwealth Bank of Australia ออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ,Agence Francaise de Developpement ออกหุ้นกู้ มูลค่า 4,000 ล้านบาท ,Cargill Incorporated ออกหุ้นกู้ มูลค่า 3,500 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.12 % ต่อปี The Export-Import Bank of Korea ออกพันธบัตร มูลค่า 3,500 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.39 % ต่อปี และอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.25 % ต่อปี Citi Group Inc ออกหุ้นกู้ มูลค่า 2,453 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.18 % ต่อปี Kommunalbanken As ออกพันธบัตร มูลค่า 1,570 ล้านบาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.5 % ต่อปี ธนาคารดอยช์แบงก์ อัคเทียนเกอเซลชาฟท์ ออกหุ้นกู้ มูลค่า 4,600 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.73 % ต่อปี
ส่วนนิติบุคคลต่างประเทศ ที่ยื่นไฟลิ่งแล้วแต่ยังไม่เสนอขายตราสารหนี้ มีจำนวน 4 ราย อาทิ ING Bank N.V. (ออกหุ้นกู้) ,Cooperative Centrale Raiffeisen-Boerenleen Bank B.A.(พันธบัตร),AB Svensk Exporttkredit (SRK)(พันธบัตร) และ Central American Bank For Economic Integration (พันธบัตร) โดยยื่นไฟลิ่งช่วงปลายปี 2551
ขณะที่บริษัท ฟิทช์ เรตติ้งส์ (ประเทศไทย)ฯ ประกาศเพิ่มอันดับเครดิตระยะยาวของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน มูลค่า 2,374 ล้านบาท ครบกำหนดชำระปี 2560 ที่ออกโดย Central American Bank for Economic Integration (CABEI) เป็น 'AAA(tha)' จาก 'AA+(tha)'
คำถาม
1.ปี พ.ศ.2552 มีนิติบุคคลต่างประเทศ ออกบาทบอนด์ไปแล้วกี่แห่ง
2.นิติบุคคลต่างประเทศ ที่ยื่นไฟลิ่งแล้วแต่ยังไม่เสนอขายตราสารหนี้ มีจำนวนกี่ราย อะไรบ้าง
3.จากเดิมในแต่ละปีกระทรวงการคลังจะพิจารณาอนุญาตกี่ครั้งและช่วงใดบ้าง

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย ธีระวัฒน์ มนต์ชะติน เลขทะเบียน 5001103121
เรื่อง เพ่งสัญญาณบวกครึ่งหลังปี 52 เอกชนลุ้นจาก'ยัน'เป็น'ยืน'
ในที่สุดเศรษฐกิจไทยก็สามารถประคองตัวเอง ผ่าน 6 เดือนแรกของปี 2552 ไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ทุลักทุเล และต้องฝ่าผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งนับว่าส่งผลหนักหน่วงที่สุดต่อภาคส่งออกของไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ยังเป็นที่คาดหวังว่า ปลายอุโมงค์ที่มืดมิด มีโอกาสเห็นแสงสว่างรำไรในครึ่งหลังของปีนี้ กูรูทุกวงการต่างฟันธงว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2552 จะหดตัว หรือจีดีพี ติดลบ (รายละเอียดในตาราง) แต่หากดูภาพเคลื่อนไหวเป็นรายไตรมาสแล้ว ต้องนับว่ามีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจเบรกตัวรุนแรงสุดในไตรมาสแรกของปี และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในวิกฤติครั้งนี้
นายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดี NIDA Business School ไตรมาสแรกจีดีพีหดตัวแรงสุดที่ -7.1 % ไตรมาสสองยังหดตัวต่อแต่น้อยลงที่ -6.8 % และคาดการณ์ว่าไตรมาสสามยังคงติดลบที่ -4.5% แล้วพลิกเป็นบวกในไตรมาสสี่ที่ 1.5 %
-จับตาสัญญาณฟื้น
การประเมินทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังดังกล่าว สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออก แม้ตัวเลขการส่งออกยังคงทรุดต่ำต่อเนื่องตลอด 5 เดือนแรกที่ผ่านมา แต่ในภาคการผลิตหลายแห่งเริ่มมีคำสั่งซื้อใหม่ ๆ เข้ามาบ้างแล้ว ทั้งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มยานยนต์ แม้ว่าคำสั่งซื้อดังกล่าวหลายฝ่ายยังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า เป็นการสั่งซื้อไปทดแทนสต๊อกสินค้าที่ลดต่ำลง จากการสั่งหยุดการใช้จ่ายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยระหว่างนี้ได้ใช้สินค้าคงคลังไปก่อนจนลดต่ำถึงจุดที่ต้องสั่งมาเพิ่มเติม จึงยังเป็นการฟื้นตัวที่เปราะบาง จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะแน่ชัดว่า เป็นคำสั่งซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคที่กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกันทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมก็เป็นไปในทิศทางที่ฟื้นตัวเช่นกัน นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ชี้แนวโน้มของดัชนีตัวนี้ว่า การติดลบของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมน้อยลงเป็นลำดับตลอดสี่เดือน จากเดือนมกราคม - 25.6 %, เดือนกุมภาพันธ์ -23.07 % ,เดือนมีนาคม -17.74 % ,เดือนเมษายน -12.84 % ถือว่าการฟื้นตัวเริ่มใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ
-ธปท.ชี้ความเชื่อมั่นศก.ตั้งหลัก
สอดคล้องกับการประเมินผลและแนวโน้มเศรษฐกิจในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงภาพรวมดัชนีชี้เศรษฐกิจไทยที่สำคัญอย่างเป็นทางการเมื่อ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยชี้ว่า เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน แม้ยังหดตัว แต่มีอัตราการหดตัวที่ชะลอลงและเริ่มทรงตัวได้ โอกาสที่เศรษฐกิจจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง
นอกจากนี้แล้วดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนพฤษภาคม ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนเมษายน ขึ้นไปเป็น 45.4 จากผลการปรับตัวดีขึ้นขององค์ประกอบเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะการผลิต ที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ กลับมาอยู่ในระดับเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน และการปรับตัวดีขึ้นของคำสั่งซื้อและผลประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนพฤษภาคม ที่ยังต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ยังย่ำแย่อยู่
แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจของเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 50.2 เทียบกับ 46.0 ในการสำรวจเมื่อเดือนเมษายน แสดงถึงการปรับตัวทางบวก และเป็นระดับความเชื่อมั่นทางธุรกิจของผู้ประกอบการที่ไต่เหนือระดับ 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน จากการปรับตัวดีขึ้นขององค์ประกอบเกือบทุกด้านของภาคผลิต อาทิ คำสั่งซื้อ ผลประกอบการ เป็นต้น ยกเว้นแรงกดดันต้นทุนการผลิตบางตัว เช่น ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนว่า
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ
-หวังงบรัฐขับเคลื่อนศก.
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจยังต้องได้รับการพยุงจากรัฐบาล ที่ต้องเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งพยุงการบริโภคไม่ให้ทรุด ขณะเดียวกันภาคเอกชนที่ยังอ่อนแอก็ต้องได้รับการผลักดันหรือพยุงจากรัฐบาลเช่นกัน โดยอีก 18 เดือนข้างหน้า รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยโครงการลงทุนระยะที่ 2 ทั้งเม็ดเงินลงทุน 4 แสนล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องดูแลให้งบประมาณเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องกับการดำเนินงานระยะแรก
"ครึ่งหลังถ้าเร่งการลงทุนและเอกชนลงทุนตาม ความต้องการในประเทศผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยไตรมาสที่ 3 น่าจะเริ่มเห็นความต้องการในประเทศเร่งตัวแทนภาคการส่งออกที่ติดลบได้ ขณะที่ไตรมาส 4 จีดีพีแนวโน้มดีน่าจะเป็นบวก"
-ภาคท่องเที่ยวยังมืดสนิท
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เคยให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้ว่า แม้ล่าสุดจะเริ่มมีสัญญาณว่า การผลิตอุตสาหกรรมและการส่งออกน่าจะใกล้จุดต่ำสุดแล้ว แต่ความเสี่ยงจากการหดตัวของภาคการท่องเที่ยวยังมีอยู่
โดยที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศตลอดปี 2552 อาจลดลงถึง 15% เทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวอาจลดลงถึง 20% ซึ่งนับว่าหดตัวรุนแรงกว่าช่วงที่เกิดโรค SARS ในปี 2546
สำหรับ GDP ที่หดตัวถึง 7%ในไตรมาสแรกใกล้เคียงกับที่ทางศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจคาดการณ์ไว้ โดยส่วนใหญ่มาจากการหดตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกโดยมองว่า ตัวเลขจีดีพีน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขจีดีพีทั้งปี 2552 จะติดลบประมาณ 5% เทียบกับปีที่ผ่านมา
-ซีพีเอ็นฯเห็นบวกสุด ๆ
ส่วนวงการค้าปลีกนั้น นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา , เซ็นทรัล เฟสติวัล และเซ็นทรัล เวิลด์ ให้ความเห็นว่า แม้เศรษฐกิจปีนี้จะตกต่ำมาก แต่ถือว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2540 ขณะที่ผลงานของรัฐบาลเอง ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ใหม่ที่แตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต โดยรัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจทำงาน ว่องไว รวดเร็วกว่าเดิมเยอะ ทำให้เห็นมาตรการใหม่ ๆ และเชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
"การเมืองที่นิ่ง งบประมาณที่ผ่านแล้วจะถูกนำมาใช้ ซึ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ ไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ทำให้เชื่อว่าเดือนก.ย. - ต.ค. นี้เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น และจากเงินของรัฐบาลที่เข้ามาจะช่วยจุดประกายให้เอกชนคิดลงทุน เกิดการจ้างงาน คนมีรายได้ กำลังซื้อ การจับจ่ายก็จะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา"
ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นบิ๊กซีพีเอ็นเห็นในมุมบวกว่า จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นักท่องเที่ยวจะค่อย ๆ เดินทางกลับเข้ามา ทุกอย่างจะดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 หลังจากที่เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ก็จะค่อย ๆ ขยับขึ้น ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลเองควรจะต้องเตรียมพร้อมในการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ อาทิ รถไฟฟ้าบีทีเอส ให้แล้วเสร็จ เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมาในอนาคตอันใกล้
"แม้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะส่งสัญญาณที่ดี แต่การจะทำให้ฟื้นตัวต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ต่างจากเศรษฐกิจในเอเชียที่ใช้เวลาฟื้นตัวได้เร็วกว่า และที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า อีกทั้งเอเชียยังมีจีนและอินเดีย ซึ่งประชากรทั้งสองประเทศรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วน 50% ของทั้งโลก จึงถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมสุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเร่งพัฒนาธุรกิจรองรับ การเข้ามาของนักลงทุนจากยุโรปที่จะหันมาลงทุนในแถบเอเชีย"
-แขม่วท้องเดินอีกครึ่งทางหลังในปี 52
แวดวงเศรษฐกิจธุรกิจเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยผ่านภาวะต่ำสุดในวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ไปแล้ว และมีแนวโน้มการผงกหัวขึ้นของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง หากแต่สัญญาณบวกดังกล่าวยังเปราะบางและแผ่วเบาเต็มที เพราะสัญญาณดังกล่าวยังไม่แน่ใจว่า สะท้อนการฟื้นตัวโดยพื้นฐาน คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และการตัดสินใจขยับเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชน จากที่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของกำลังซื้ออย่างแน่ชัดแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ในท่ามกลางสัญญาณบวกการฟื้นตัวเวลานี้ ปัจจัยเสี่ยงก็ก่อตัวขึ้นพร้อมกันไป ทั้งราคาน้ำมันที่ตั้งท่าปรับขึ้นอีกครั้ง แต่ก็เป็นไปอย่างช้า ๆ และสอดรับกับพื้นฐาน ขณะที่ในเมืองไทยเองปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ยังเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครคาดเดาได้ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ได้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ให้สังคมได้รับรู้ว่า อะไรที่คิดว่าจะไม่เกิดมีสิทธิ์เกิดได้ทั้งนั้น
เมื่อแสงไฟจากดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจบางตัวเริ่มจุดติดบนลำเทียนผ่านครึ่งปีที่มืดมิด แต่อีกครึ่งทางหลังของปี 2552 ที่เห็นโอกาสจะขยายเปลวไปให้จุดฟืนเศรษฐกิจกองอื่น ๆ ให้สว่างโพลงขึ้นต่อไป นั้น นับเป็นการเดินประคองเปลวเทียนในพายุที่ต้องระวังทุกย่างก้าว
คำถาม
1.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คือใคร

2.ในธุรกิจภาคการท่องเที่ยวมีผลกระทบอย่างไร

3.ผลงานของรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นอย่างไร

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คาดไทยเข้มแข็ง กระตุ้นจีดีพีได้ 1.0-2.5% ศก.โลกปี 54 ฟื้นแบบ V Shape

จัดทำบทความโดย นายธีระวัฒน์ มนต์ชะติน 5001103121

นักวิเคราะห์ประเมินมาตรการไทยเข้มแข็ง กระตุ้นจีดีพีได้ 1.0-2.5% ต่อปี คาดอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มขยับขึ้นช่วงปลายปี หลังรัฐบาลนำพันธบัตรออกสู่ตลาด เพื่อดูดซับสภาพคล่อง และโครงการลงทุนตามแผนกระตุ้น ศก.เริ่มขับเคลื่อน พร้อมคาดการณ์ ศก.โลกจะฟื้นตัวแบบ V Shape ในปี 2554 นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวในการเสวนาพิเศษและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจการเงิน โดยระบุถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 “ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ประเมินว่า จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2553-2555 ขยายตัวร้อยละ 1-2.5 ต่อปี แต่ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ภายในช่วงปี 2555 ขณะที่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการออกพันธบัตรเข้ามาดูดซับสภาพคล่องในตลาด คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ในปี 2553 สภาพคล่องในระบบมีความเสี่ยงสูงที่จะตึงตัวต่อเนื่องตามปัจจัยการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเริ่มส่งผลให้มีความต้องการลงทุนเพิ่มจากภาคเอกชนมากขึ้นและอาจจะเป็นปัจจัยกดดันให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นในปี 2553 เป็นต้นไป นายสุกิจ กล่าวอีกว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2553 คงไม่ปรับลดลงมากเท่ากับปีนี้ แต่ยังไม่น่าไว้วางใจ โดยประเมินว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะปรับตัวเป็น V Shape ในปี 2554 ขณะที่ภาวะอัตราเงินเฟ้อจะเป็นตัวกดดันเศรษฐกิจโลกได้อีกครั้ง เนื่องจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยประเมินว่า ในปีนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลก เฉลี่ยอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจจะมีผลทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2552 นี้ เพราะขณะนี้ผู้ผลิตสินค้าเริ่มจะปรับราคาสินค้าขึ้นแล้ว ด้าน นายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดีและประธานโครงการสร้าง CFO มืออาชีพ คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายน 2552 ที่ลดลงร้อยละ 4.0 ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ทำให้มีความกังวลเรื่องภาวะเงินฝืด เชื่อว่า แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดลง แต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดภาวะเงินฝืด เพราะการลดลงของเงินเฟ้อมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับลดลงต่อเนื่องก็ไม่น่าไว้วางใจ เพราะจะมีผลกระทบต่อการผลิตของเอกชน ทำให้เอกชนไม่ต้องการผลิตสินค้า ดังนั้น รัฐบาลต้องดูแลไม่ให้เงินเฟ้อลดลงมากกว่านี้ โดยการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน เพื่อให้เอกชนลงทุนตาม เกิดการจ้างงานเพิ่มรายได้ของประชาชนให้มีกำลังซื้อจับจ่ายสินค้า ซึ่งจะช่วยให้ภาวะเงินเฟ้อปรับตัวดีขึ้นได้ โดยเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับเหมาะสมควรอยู่ที่ร้อยละ 2-3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ติดลบ 4% ซึ่งเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนเงินเฟ้อติดลบติดต่อ 6 เดือน ถือว่าต่ำสุดในรอบ 12 ปี โดยระบุว่า แม้ว่าเงินเฟ้อเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะติดลบ 6 เดือน ถือว่าต่ำสุดในรอบ 12 ปี “แม้ว่าเงินเฟ้อเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะติดลบ 6 เดือน แต่ถือว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากต้องการใช้จ่ายในประเทศอยู่ ผลจากปัจจัย 6 เดือน แต่ถือว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากต้องการใช้จ่ายในประเทศอยู่” ผลจากปัจจัย 6 เดือน 5 มาตรการ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลที่ผ่านมาเช่น รถเมล์ฟรี เป็นต้น ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ ยังมีการอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายการลงทุนเพื่อจะผลักดันให้มีเงินเข้าสู่ระบบและมีผลกระตุ้นให้ขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ และเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นดังนั้นจึงไม่ห่วงว่าจะเข้าสู่ภาวะเงินฝือ อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่า หลังจากสิ้นสุดโครงการ 6 เดือน 5 มาตรการ ในปลายเดือนกรกฎาคม 2552 รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการออกไปหรือไม่ หากไม่ต่ออายุจะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น เพราะการปรับตัวลดลงของเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากมาตรการดังกล่าว แต่ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่มีประโยชน์

คำถาม

1.แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่2มีชื่อเรียกว่า

2.อัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายน 2552 ที่ลดลงคิดเป็นร้อยละเท่าใด

3.เงินเฟ้อที่อยู่ในอัตราร้อยละที่เหมาะสมในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือเท่าใด

ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075373