วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สุรัตน์ วัตฏิสุ เลขทะเบียน 5001103138


ไทยสมุทรฯ อัพความคุ้มครอง ลั่นไม่ทิ้งรากหญ้า

ไทยสมุทรประกันชีวิต ลั่นไม่ทิ้งกลุ่มรากหญ้า แม้พิษเศรษฐกิจจะส่งกระทบ ส่งผลให้เบี้ยตัวแทนทั้งระบบติดลบ 11.75% ขณะที่บริษัทยังโต 6.48% เดินหน้าเพิ่มค่ารักษาพยาบาล-คุ้มครองรายได้ จ่ายเบี้ยเพิ่มเพียงสัญญาละ 100-200 บาทต่อเดือน ด้านธุรกิจประกันชีวิต ย้ำรัฐต้องเร่งหนุนออกพันธบัตรระยะยาว 30 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนมากกว่า 5%

นางดัยนา บุนนาค กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด กล่าวว่า แม้ช่วงครึ่งแรกเบี้ยจากช่องทางตัวแทนทั้งอุตสาหกรรมจะติดลบ 11.75% มาจากผลกระทบในเรื่องภาวะเศรษฐกิจกระทบกับรายได้ของลูกค้า ในกลุ่มรากหญ้า และบริษัทประกันส่วนใหญ่หันขยายเบี้ยผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์มากขึ้น แต่ส่วนของบริษัทยังเป็นบวกอยู่เพียงบริษัทเดียว มีอัตราเติบโตถึง 6.48% โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า ถือเป็นฐานลูกค้าหลัก ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าทั้งสิ้น 2.18 ล้านกรมธรรม์ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เตรียมพิจารณาเพิ่มผลประโยชน์ความคุ้มครองในเรื่องค่ารักษาพยาบาลและชดเชยรายได้ ภายในสิ้นปีนี้ หลังจากเพิ่มการคุ้มครองมะเร็งไปแล้วเมื่อ 2 เดือนที่ผ่าน โดยอัตราเบี้ยประกันต่อสัญญาเพิ่มเติมเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100-200 บาทต่อเดือนเท่านั้น จากอัตราเบี้ยความคุ้มครองปกติที่ 500 บาทต่อเดือน พร้อมกันนี้จะนำกรมธรรม์เก่ามาปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ใหม่อีกครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอให้ คปภ.เป็นผู้พิจารณาได้แก่ ไทยสมุทรสุขยั่งยืนและไทยสมุทรสุขสมหวัง ซึ่งเป็นกรมธรรม์เพื่อการศึกษาให้บุตร เตรียมเสนอขายให้กับลูกค้าอีกครั้ง เนื่องจากกรมธรรม์ดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับกรมธรรม์บำนาญแต่ยังไม่ใช่กรมธรรม์บำนาญ ขณะที่ลูกค้าระดับกลางและบน บริษัทยังคงเน้นทำตลาดผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ ปัจจุบันมุ่งสร้างตลาดการประกันสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย โดยมี บมจ.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย มาเป็นพันธมิตรรายใหม่ล่าสุด พร้อมจะปรับเป้าเบี้ยประกันชีวิตชำระเบี้ยครั้งเดียวหรือซิงเกิลพรีเมียม 10/1 ซึ่งปัจจุบันมีเบี้ยถึง 110 ล้านบาทแล้วจากเดิมตั้งไว้ภายในสิ้นปีนี้ โดยส่วนใหญ่มีสัดส่วนเบี้ยผ่านช่องทางตัวแทนถึง 90 ล้านบาท และอื่นๆอีก 20 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยรับรวม 5,976 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นเบี้ยรับปีแรก 1,272 ล้านบาท เติบโต 7.3% อัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84% และมีผลตอบแทนจากการลงทุน 6.58% โดยทั้งปีคาดว่า จะได้เบี้ยรับรวมตามเป้าที่ตั้งไว้ 11,000 ล้านบาท เติบโต 15%

ทางด้านการลงทุน ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์การลงทุนทั้งสิ้น 50,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพื่อให้สอดคล้องกับกรมธรรม์ที่เสนอขาย และอีก 17% เป็นพอร์ตสินเชื่อ ที่มีทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัย ที่มีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีคุณภาพทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2% และพอร์ตที่ทำให้บริษัทมีอัตราผลตอบแทนที่ดีๆ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจประกันชีวิตอยากให้รัฐบาลออกพันธบัตรระยะยาวให้มากขึ้นกว่า 20 ปี มีผลตอบแทนมากกว่า 5% เพราะความคุ้มครองของกรมธรรม์ส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี และยังมีกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองถึง 90 ปีด้วย ซึ่งถ้าหากกฎเกณฑ์ RBC ของสำนักงาน คปภ. มีผลบังคับใช้ ทุกบริษัทต้องมีสินทรัพย์และหนี้สินที่สอดคล้องกัน และก่อนหน้านี้ทางสมาคมประกันชีวิตไทยพูดคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังแล้ว ในทางนโยบายเชื่อว่า คงได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่

นายรุ่งโรจน์ กิติยานุภาพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตัวแทนประกันชีวิต บมจ. ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต (SCNYL) กล่าวว่า ตลาดรากหญ้าเป็นตลาดที่บริษัทสนใจ แต่หากมองถึงผลประโยชน์ที่จะให้กับลูกค้ากลุ่มนี้จริงๆ มีความคุ้มครองค่อนข้างต่ำ ทุนประกัน 20,000-50,000 บาทต่อปี จ่ายเบี้ยประกันต่อปี 300-500 บาท ถือว่าลูกค้ารากหญ้าได้ความคุ้มครองที่ไม่คุ้มค่าหรือต่ำไปไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งมีความจำเป็นต้องมีทุนประกัน 100,000 บาทต่อปีขึ้นไป ซึ่งบริษัทก็ต้องอาศัยการลงทุนที่เหมาะสมด้วย โดยเฉพาะพันธบัตรที่ค่อนข้างระยะยาวมากๆ ขณะนี้พันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่อยู่ที่ 10-20 ปี ยังถือว่าสั้นไปสำหรับธุรกิจประกัน

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124603&issue=2460

คำถาม

1. เบี้ยตัวแทนทั้งระบบของไทยสมุทรฯ ติดลบกี่เปอร์เซ็นต์ ?

2. ผลการดำเนินงานในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยรับรวมเท่าใด และ เติบโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ?

3. SCNYL คือ ?

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สุรัตน์ วัตฏิสุ เลขทะเบียน 5001103138

ตลท.ดึง'มาร์ค'โรดโชว์นิวยอร์ก ร่ายมนตร์ดึงเงินนอกเข้าหุ้นไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับบล.ยูบีเอสฯ ดึง

"มาร์ค" โรดโชว์สหรัฐฯ 21-23 ก.ย.นี้ เพื่อให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเมือง พร้อมบุกตลาดหุ้นนิวยอร์ก แลกเปลี่ยนความเห็นการพัฒนาของตลาดทุนโลก และความร่วมมือระหว่าง 2 ตลาด

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 21-23 กันยายนนี้ ตลท. มีแผนจัดกิจกรรมพบปะผู้ลงทุนสถาบัน(โรดโชว์) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ยูบีเอส จำกัด ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่ที่มีนโยบายลงทุนในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทย

นอกจากนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้จัดการกองทุนเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

"ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ถือเป็นจังหวะที่ดีในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุน"

นอกจากนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และตลท.ยังมีกำหนดเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของตลาดหุ้นนิวยอร์ก เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของตลาดทุนโลก และแนวโน้มในปี 2553 รวมทั้งความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างตลท.และตลาดหุ้นนิวยอร์กด้วย

นางภัทรียา กล่าวว่า ตลท.ยังร่วมกับบล. พัฒนสินฯ และบล.โนมูระฯ นำบริษัทจดทะเบียน 3 แห่งไปโรดโชว์ผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 7-8 กันยายนนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้บริหารกองทุนชั้นนำของญี่ปุ่นหลายรายเข้าร่วมงาน เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและภาวะการลงทุนของประเทศไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนบริษัทจดทะเบียนก็จะได้มีโอกาสให้ข้อมูลโดยตรงกับนักลงทุนสถาบัน

ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับฟังความคิดเห็นและมุมมองของผู้ลงทุนต่างประเทศเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดทุนไทย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการลงทุน โดยจะมีการพบปะกับนักลงทุนสถาบันทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

สำหรับบริษัทจดทะเบียน 3 แห่งที่ไปร่วมโรดโชว์ต้นเดือนนี้ ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด(มหาชน)(บมจ.) บมจ. พรีเชียส ชิพปิ้ง และบมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนในประเทศญี่ปุ่น

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124594&issue=2459

คำถาม

1. "มาร์ค" โรดโชว์สหรัฐฯ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ?

2. โรดโชว์ผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำ จัดที่ประเทศใด และ วันที่เท่าไหร่ ?

3. สำหรับบริษัทจดทะเบียน 3 แห่งที่ไปร่วมโรดโชว์ต้นเดือนนี้ ได้แก่ อะไรบ้าง ?

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สรศักดิ์ เปรมปกรณ์ เลขทะเบียน 5001103129

ใครได้ใครเสีย ปฏิรูป พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยทางรถ

ปัญหาการใช้สิทธิจาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภายใต้ระบบการประกันภัยรถภาคบังคับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันภัย ที่ใช้มากว่า 17 ปี แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นมากมายจากการขอใช้สิทธิ แม้จะมีการปรับปรุงใหม่มาแล้ว 4 ครั้งก็ตาม

ทั้งนี้จากข้อมูลของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบว่า ผู้ประสบภัยจากรถส่วนใหญ่คิดเป็นประมาณ 55.3 % ของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แต่เลือกที่จะใช้สิทธิอื่น ๆ แทน เนื่องจากพบว่ามีความยุ่งยากในการเดินเรื่อง ต้องเสียเวลาในการติดตามนานถึงแม้ว่าจะเป็นการได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยไม่มีเสียค่าใช้จ่ายมาก ส่วนอีก 42% ของผู้ประสบภัยจากรถที่ขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถก็ยังไม่ได้รับสิทธิอย่างแท้จริง เพราะมีปัญหามากมายจากการขอใช้สิทธิ

ขณะนี้ทั้งนักวิชาการและภาคประชาชน ต่างเห็นตรงกันว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ โดยการยกเลิกกฎหมายเดิม เสนอให้มีการออกกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งยังหยิบยกประเด็น ในแง่ของปัญหาค่าใช้บริหารงานสูงถึง 41% ถือว่า เกินความจำเป็น (อ่านตารางประกอบ) จากสถิติปี 2550 จำนวนรถยนต์ที่ประกันภัยตาม พ.ร.บ.เดิมมีมากกว่า 25 ล้านคัน เป็นมูลค่าเบี้ยประกันภัยกว่า 10,000 ล้านบาท จนนำไปสู่การระดมความคิดเห็น ว่า ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยทางรถ พ.ศ. 2535 ในประเด็นสำคัญอะไรบ้าง

กระทั่ง ดร.อัมมาร์ สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการการคุ้มครองผู้ประสบภัยทางจากรถระบบใหม่ โดยให้กรมขนส่งทางบกรับเบี้ยประกันภัยพร้อมกับการรับค่าจดทะเบียนหรือค่าต่อทะเบียนรถ ,กรมบัญชีกลางบริการจัดการค่าสินไหม (สามารถปรับเปลี่ยนได้) เป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เบี้ยประกัน กำกับและติดตามดูแล กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ (สปสช. สปส. กรมบัญชีกลาง) , สำนักงานการแพทย์ฉุกเฉิน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่จ่ายชดเชยต่างๆ

ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นคนกลาง ได้เปิดเวทีเสวนา "ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ เข้มแข็ง เพียงพอหรือยัง" เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552ที่ผ่านมา เพื่อระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่าย โดยเชิญ คปภ. , สมาคมประกันวินาศภัย, บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประกอบการภัยจากรถ,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เข้าร่วมสัมมนาและให้ข้อมูล เพื่อหลังจากนี้อีก 15 วัน ทางสศค. จะทำการสรุปข้อมูลและข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงการคลังเป็นผู้ชี้ขาดเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณาต่อไป

สำหรับบรรยากาศบนเวทีเสวนานี้ แม้ตัวแทนบริษัทประกันภัย จะชี้แจงในทุกข้อโต้แย้งปัญหาต่างๆ ด้วยหลักการประกันภัย พ.ร.บ. ที่ไม่ใช่เหมือนระบบการประกันตน อย่างกองทุนประกันสุขภาพระบบอื่นๆ และได้พยายามปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายวิวัฒน์ เกิดไพบูลย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกฎหมาย คปภ. กล่าวว่า หาก พ.ร.บ. ฉบับเดิมมีปัญหา ก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ และตามกฎหมายก็มีบทลงโทษบริษัทประกันที่ประวิงการจ่ายค่าสินไหมอยู่แล้ว หากร่วมกันปรับปรุงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะส่งเสริมการประกันภัยให้ประชาชนเกิดความมั่นใจมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนระบบใหม่ เพราะถ้าทุกหน่วยงานเดินตามกฎหมายแก้ไขปัญหาได้อยู่แล้ว นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทกลางฯ เตรียมแจ้งความคืบหน้าให้กับทุกบริษัทประกันภัยเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ เพราะมองว่าหลังจากนี้การใช้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ มีความเป็นไปได้มากกว่า 50%

จากการที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และในฐานะเป็นประธานเปิดการเสวนา กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ คปภ. และบริษัทประกันจะพยายามแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังสร้างปัญหาอยู่ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีและแนวคิดในการยกเลิก พ.ร.บ.ฉบับเก่า เช่นเดียวกับดร.อัมมาร ยืนยันว่า หน่วยงานของรัฐบาลมีความสามารถควบคุมสินไหมและการบริหารจัดการกองทุนได้ดีกว่าภาคเอกชนแน่นอน และคปภ.กับบริษัทประกันภัย ไม่สมควรที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก เพราะที่ผ่านมา คปภ. ไม่มีความสามารถและไม่เข้มงวดที่ดีพอในการควบคุมการให้บริการของบริษัทประกันภัยทั้งหมด จึงส่งผลให้เกิดปัญหาทั้งหมดขึ้น และควรเร่งเสนอให้มีการแก้กฎหมายเดิม โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการกองทุน เพราะสมควรให้มีหน่วยงานที่ดูแลอย่างเป็นกลางมากที่สุด

อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะคลอด พ.ร.บ. ฉบับใหม่จึงมีความเป็นไปได้สูงมาก ทำให้ผลประโยชน์ตกสู่ภาครัฐโดยตรง จากเดิมบริษัทประกันภัย และคปภ. สามารถบริหารกองทุนนี้มีกำไรถึง 14% หากรัฐบาลบริหารรัดกุมก็จะสามารถสร้างรายได้ ในช่วงรัฐถังแตกได้ทางหนึ่ง และลดการเบียดบังเงินจากกองทุนประกันสุขภาพอื่นๆ ที่ใช้งบอุดหนุนจากรัฐบาลสูงอยู่แล้ว

แต่ระบบทางเลือกใหม่นี้ จะทำให้ประชาชนจะได้สิทธิประโยชน์เต็มที่ในระยะยาวจริงหรือไม่ ยังเป็นประเด็นต้องติดตาม ว่าภาครัฐจะบริหารความเสี่ยงอย่างไร ค่าบริหารเพียงพอจริงหรือไม่ รัฐต้องอุดหนุนหรือเพิ่มเบี้ยประกันภัย หรือปรับลดความคุ้มครองน้อยกว่าที่นำเสนอหรือในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนในภายหลังด้วยเช่นกัน

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1424551&issue=2455

คำถาม

1.คปภ. คือ ?

2.ผู้ประสบภัยจากรถ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แต่เลือกที่จะใช้สิทธิอื่น ๆ แทน เนื่องจากเหตุผลอะไร ?

3.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คือใคร ?

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย สรศักดิ์ เปรมปกรณ์ เลขทะเบียน 5001103129



ประกันผ่านแบงก์ชิงเบี้ยใหม่กระฉูด ครึ่งปีแรกครองส่วนแบ่งพุ่ง 47.3%

เบี้ยใหม่ขายประกันชีวิตผ่านแบงก์โตพุ่งครองส่วนแบ่งสูงถึง 47.3% หลังรับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง และได้พนักงานแบงก์หนุนออมเงินผ่านประกัน กินเบี้ย 30% ของทุนประกัน เมืองไทยประกันชีวิตกอดคอเคแบงก์โตฉลุย ส่วนกรุงศรีฯ เล็งเข็นสินค้าใหม่ผ่านช่องทาง "ไลฟ์สไตล์เซอร์วิส"

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด และในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรก 2552 มีเบี้ยประกันรับรวมทั้งสิ้น 119,950.2 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 15.5% เป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ถึง 39,480.5 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 21.9% และในจำนวนเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ขายผ่านธนาคารหรือแบงก์แอสชัวรันซ์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็นสัดส่วนการตลาดถึง 47.3% (แบ่งเป็นสัดส่วนเบี้ยประกันรับปีแรก 39.6% และเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียวอีก 64.5%) มากกว่าช่องทางการขายผ่านตัวแทน ที่มีสัดส่วนการตลาดเพียง 43.5% ทั้งนี้เนื่องมาจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในปีนี้ จึงส่งผลดีต่อการขายประกันผ่านสาขาของธนาคาร รวมถึงพนักงานแบงก์ยังมีความสามารถในการนำเสนอสินค้าประกันในรูปแบบการสะสมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่าของเบี้ยประกันเฉลี่ยที่ 30% ทุนประกัน ถือว่าเป็นมูลค่าเบี้ยประกันที่มากกว่าช่องทางตัวแทนฝ่ายขาย ที่มีมูลค่าเบี้ยประกันเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ของทุนประกัน ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบความคุ้มครองชีวิต

"แนวโน้มการขายผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ อาจจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าการขายผ่านตัวแทนก็ได้ แต่ทั้งสองช่องทางขายก็สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเท่าเทียม (Ego treatment)"

ในส่วนของบริษัทสำหรับในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค. 2552) มีสัดส่วนเบี้ยประกันผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์สูงสุดถึง 50% ของเบี้ยรับรวมทั้งหมด 12,386 ล้านบาท มาจากธนาคารกสิกรไทยสูงสุดในสัดส่วนถึง 40% ที่เหลือเป็นแบงก์พันธมิตรอื่นๆ เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (บมจ.), บมจ.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย , ธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำหรับกลยุทธ์ช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย รวมถึงนำสินค้าใหม่ที่ขายผ่านช่องทางอื่นมาจำหน่ายผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ช่องทางขายผ่านช่องตัวแทนยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย

นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายประกันภัยธนพัทธ์ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนนี้ธนาคารรายได้จากธุรกิจประกัน 3,000 ล้านบาท มาจากเบี้ยประกันชีวิตสัดส่วนถึง 70% อีก 30% เป็นเบี้ยประกันภัย ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และเท่ากับปี 2551 และคาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมีรายได้จากธุรกิจประกันถึง 4,500 ล้านบาทหรือเติบโต 30% จากปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามในช่วง 5 เดือนหลังจากนี้ ธนาคารจะเน้นการขายสินค้าใหม่ ในรูปแบบ 1.สินค้าที่จับต้องได้ ไม่ต้องกรอกใบสมัคร 2.มีความสะดวกให้กับลูกค้าทุกขั้นตอนและ 3.มีการจัดรายการส่งเสริมการขาย โดยประมาณเดือนต.ค. นี้ จะปรับปรุงและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 แบบ เช่น ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล นอกจากนี้จะมีการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านช่องทางพิเศษในลักษณะคล้ายคลึงกับ ไลฟ์สไตล์เซอร์วิส ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่สามารถเปิดเผยได้

"ธนาคารมีศักยภาพทำกำไรมากกว่ายอดเบี้ย และในระยะเวลา 5 ปีหลังจากนี้จะเติบโตได้มากกว่า 100% จากการขายผ่านช่องทางสาขาของแบงก์ที่เพิ่มขึ้นและนำฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่จาก 500 สาขาในปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น"

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1124542&issue=2454

คำถาม

1.ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรก 2552 มีเบี้ยประกันรับรวมทั้งสิ้นเท่าไหร่ ?

2.จำนวนเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ขายผ่านธนาคารหรือแบงก์แอสชัวรันซ์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็นสัดส่วนการตลาดเท่าไหร่ ?

3.ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายประกันภัยธนพัทธ์ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คือใคร ?

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย ศุภกาญจน์ วงศ์สัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103125


จีน-สหรัฐฯ จับมือแก้วิกฤติโลก

การเปิดเจรจาสัมพันธ์ทวิภาคีด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีขึ้นครั้งแรก ระหว่าง 27-28 กรกฎาคม 2552 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ถือเป็นอีกการประชุมทวิภาคีสองประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก ที่สำคัญเป็นการเจรจาที่ค่อนข้างจะมีผลทั้งในประเด็นที่ท้าทายและโอกาสต่อผลเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของสองฝ่ายที่กำลังเผชิญอยู่โดยทันทีแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงระดับภูมิภาค และระดับโลกอีกด้วย นอกเหนือจากการขยายสัมพันธ์สองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมาทั้งจีนและสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกันแก้ปัญหาวิกฤติการเงินโลกได้ค่อนข้างดี รวมทั้งบรรลุเป้าหมายในความร่วมมือทั้งด้านการค้า วิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรมและสุขภาพรวมไปถึงการต่อต้านการก่อการร้าย และการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ตลอดทั้งการทำงานร่วมกันในประเด็นระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาวิกฤตินิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ในเอเชียใต้ รวมไปถึงประเด็นนิวเคลียร์อิหร่าน และยังนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ เช่น ความปลอดภัยด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ

แผนการหารือกันครั้งนี้ ไม่ได้เพิ่งกำหนดขึ้นแต่ เปิดทางมาตั้งแต่ครั้งที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และประธานธิบดีหู จิ่น เทา พบกันครั้งแรกที่กรุงลอนดอนเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนายซู กวางเหยา ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยถึงเป้าหมายการเจรจาความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสองฝ่าย ครั้งนี้ว่า มุ่งไปที่ประเด็นวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้น บวกกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน หัวข้อการเจรจาจึงมุ่งเน้นไปที่ การสร้างความเชื่อมั่นที่จะร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐฯซึ่งจะครอบคลุมประเด็นหลักๆ คือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการเงินและธนาคาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม ประเด็นการค้าและการลงทุน ความปลอดภัยด้านอาหารและสินค้าเกษตร รวมทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดหมายกันว่า การเจรจาครั้งนี้ จีนจะกดดันสหรัฐฯเรื่องนโยบายคงเสถียรภาพค่าเงินดอลลาร์ และอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อคุ้มครองสินทรัพย์ที่ถือครองในสหรัฐฯเนื่องจากเป็นกังวลว่างบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่สหรัฐฯทุ่มลงไปจำนวนมากนั้นจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าดอลลาร์ที่จีนถือครองในฐานะเจ้าหนี้สหรัฐฯรายใหญ่จากพันธบัตรรัฐบาลและอื่นๆที่ลงทุนไว้ รวมมูลค่ากว่า 801,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รวมไปถึงประเด็นความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งไม่นานก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีพาณิชย์และ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯได้เดินทางไปล็อบบี้รัฐบาลจีนที่จะช่วยส่งเสริมภาคเอกชนในการพัฒนาพลังงานสะอาด

สำหรับการเจรจาครั้งนี้ทางสหรัฐฯจะนำทีมโดย นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลัง ขณะที่ทางจีนจะนำทีมโดยนายหวัง จีชาน รองนายกรัฐมนตรีและนายได บิงเกา สมาชิกสภาแห่งชาติจีน

คนส่วนใหญ่จึงมองในด้านบวกว่า การเจรจาจีน-สหรัฐฯ นี้ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นน่าจะช่วยให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกก้าวหน้าไปได้เร็วยิ่งขึ้น นอกเสียจากว่าสหรัฐฯจะหยิบยกประเด็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในจีน ทั้งการประท้วงในมณฑลซินเจียง และการจับกุมผู้บริหาร บริษัท ริโอ ทินโตฯ กรณีขโมยข้อมูลความลับของประเทศจีนก็อาจจะส่งผลต่อการเจรจา เพราะสองเรื่องนี้จีนมองว่า เป็นเรื่องปัญหาภายในประเทศที่ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง

นายหยิน ซองหลี นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน ให้มุมมองไว้น่าสนใจว่าวิกฤติการเงินโลกในขณะนี้ทำให้ทั่วโลกโฟกัสไปที่สัมพันธ์จีนและสหรัฐฯ ที่เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้ จีนเองก็กังวลกับเศรษฐกิจสหรัฐฯมากพอๆกับคนอเมริกันเอง

ผลสรุปของการเจรจาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังจะออกมาอย่างไรคงต้องอดใจรอกันอีกนิด

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T0924472&issue=2447

คำถาม

1.การเปิดเจรจาสัมพันธ์ทวิภาคีด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา จัดขึ้นวันใด และ สถานที่ใด ?

2.ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือใคร ?

3.การเจรจาครั้งนี้ คาดหมายกันว่าจะเป็นอย่างไร ?

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


จัดทำโดย นาย ศุภกาญจน์ วงศ์สัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103125
ต่างชาติรอคิวขาย'บาทบอนด์' thaiBMA คาดระดมทุน 2-3 พันล.ต่อราย/ปตท.สำรองหุ้นกู้รับมือยอดจองล้น

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เผยนิติบุคคลต่างประเทศ ยังสนออกบาทบอนด์ เหตุต้นทุนต่ำ ขณะที่คาดรอบนี้มีขนาดระดมทุนไม่ใหญ่มาก ที่ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อราย ชี้หากปีหน้าสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นชัด คาดได้เห็นเอกชนออกหุ้นกู้คึกคัก จับตาตัวแปรสำคัญ ไข้หวัดใหญ่ 2009
นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงของอันดับความน่าเชื่อถือ(Risk Premium) ของประเทศไทยยังต่ำกว่าปกติ คาดว่าจะมีนิติบุคคลต่างประเทศ สนใจออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้สกุลเงินบาทในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดมีต่างชาติแสดงความสนใจแล้วนำโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 34,000 ล้านบาท( คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)
นอกจากนี้ยังมีต่างชาติที่สนใจอีก โดยมีขนาดระดมทุนไม่ใหญ่มาก คือ ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อราย แต่ยังไม่สามารถระดมทุนได้ เนื่องจากปีนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้มีการพิจารณาอนุญาต และถือว่าล่าช้ากว่าทุกๆปี จากเดิมที่ในแต่ละปีกระทรวงการคลังจะพิจารณาอนุญาต 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนมีนาคม และเดือนกันยายน ซึ่งในปี 2551 กำหนดวงเงินให้ต่างชาติออกบาทบอนด์ มูลค่ารวม 50,000 ล้านบาท
สำหรับปีนี้มีนิติบุคคลต่างประเทศ ออกบาทบอนด์ไปแล้ว 2 แห่ง มูลค่ารวมประมาณ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วย Commonwealth Bank of Australia มูลค่า 4,000 ล้านบาท อายุ 4 ปี และ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.93 % ต่อปี เสนอขายเมื่อวันที่ 2-3 มิถุนายน และAgence Francaise de Developpement มูลค่า 4,000 ล้านบาท อายุ 3 ปีกับ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.4% และ 4.6% ต่อปี เสนอขายเมื่อวันที่ 25-26 มิถุนายน ที่ผ่านมา
นายณัฐพล กล่าวต่อว่า หากสัญญาณเศรษฐกิจปี 2553 ฟื้นตัว มีความเป็นไปได้ที่เอกชนจะหันมาระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้มากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยลบที่ต้องระวังคือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว รวมทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศ ดังนั้นอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการเร่งออกหุ้นกู้ของเอกชนก็เป็นได้
จากการรวบรวมรายชื่อนิติบุคคลต่างประเทศที่ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อออกบาทบอนด์ ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน (ณ 17 ก.ค.) มีจำนวน 7 ราย มีมูลค่ารวม 23,623 ล้านบาท ประกอบด้วย Commonwealth Bank of Australia ออกหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท ,Agence Francaise de Developpement ออกหุ้นกู้ มูลค่า 4,000 ล้านบาท ,Cargill Incorporated ออกหุ้นกู้ มูลค่า 3,500 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.12 % ต่อปี The Export-Import Bank of Korea ออกพันธบัตร มูลค่า 3,500 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.39 % ต่อปี และอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.25 % ต่อปี Citi Group Inc ออกหุ้นกู้ มูลค่า 2,453 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.18 % ต่อปี Kommunalbanken As ออกพันธบัตร มูลค่า 1,570 ล้านบาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.5 % ต่อปี ธนาคารดอยช์แบงก์ อัคเทียนเกอเซลชาฟท์ ออกหุ้นกู้ มูลค่า 4,600 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.73 % ต่อปี
ส่วนนิติบุคคลต่างประเทศ ที่ยื่นไฟลิ่งแล้วแต่ยังไม่เสนอขายตราสารหนี้ มีจำนวน 4 ราย อาทิ ING Bank N.V. (ออกหุ้นกู้) ,Cooperative Centrale Raiffeisen-Boerenleen Bank B.A.(พันธบัตร),AB Svensk Exporttkredit (SRK)(พันธบัตร) และ Central American Bank For Economic Integration (พันธบัตร) โดยยื่นไฟลิ่งช่วงปลายปี 2551
ขณะที่บริษัท ฟิทช์ เรตติ้งส์ (ประเทศไทย)ฯ ประกาศเพิ่มอันดับเครดิตระยะยาวของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน มูลค่า 2,374 ล้านบาท ครบกำหนดชำระปี 2560 ที่ออกโดย Central American Bank for Economic Integration (CABEI) เป็น 'AAA(tha)' จาก 'AA+(tha)'
คำถาม
1.ปี พ.ศ.2552 มีนิติบุคคลต่างประเทศ ออกบาทบอนด์ไปแล้วกี่แห่ง
2.นิติบุคคลต่างประเทศ ที่ยื่นไฟลิ่งแล้วแต่ยังไม่เสนอขายตราสารหนี้ มีจำนวนกี่ราย อะไรบ้าง
3.จากเดิมในแต่ละปีกระทรวงการคลังจะพิจารณาอนุญาตกี่ครั้งและช่วงใดบ้าง

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดย นาย ธีระวัฒน์ มนต์ชะติน เลขทะเบียน 5001103121
เรื่อง เพ่งสัญญาณบวกครึ่งหลังปี 52 เอกชนลุ้นจาก'ยัน'เป็น'ยืน'
ในที่สุดเศรษฐกิจไทยก็สามารถประคองตัวเอง ผ่าน 6 เดือนแรกของปี 2552 ไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ทุลักทุเล และต้องฝ่าผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งนับว่าส่งผลหนักหน่วงที่สุดต่อภาคส่งออกของไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ยังเป็นที่คาดหวังว่า ปลายอุโมงค์ที่มืดมิด มีโอกาสเห็นแสงสว่างรำไรในครึ่งหลังของปีนี้ กูรูทุกวงการต่างฟันธงว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2552 จะหดตัว หรือจีดีพี ติดลบ (รายละเอียดในตาราง) แต่หากดูภาพเคลื่อนไหวเป็นรายไตรมาสแล้ว ต้องนับว่ามีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจเบรกตัวรุนแรงสุดในไตรมาสแรกของปี และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในวิกฤติครั้งนี้
นายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดี NIDA Business School ไตรมาสแรกจีดีพีหดตัวแรงสุดที่ -7.1 % ไตรมาสสองยังหดตัวต่อแต่น้อยลงที่ -6.8 % และคาดการณ์ว่าไตรมาสสามยังคงติดลบที่ -4.5% แล้วพลิกเป็นบวกในไตรมาสสี่ที่ 1.5 %
-จับตาสัญญาณฟื้น
การประเมินทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังดังกล่าว สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออก แม้ตัวเลขการส่งออกยังคงทรุดต่ำต่อเนื่องตลอด 5 เดือนแรกที่ผ่านมา แต่ในภาคการผลิตหลายแห่งเริ่มมีคำสั่งซื้อใหม่ ๆ เข้ามาบ้างแล้ว ทั้งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มยานยนต์ แม้ว่าคำสั่งซื้อดังกล่าวหลายฝ่ายยังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า เป็นการสั่งซื้อไปทดแทนสต๊อกสินค้าที่ลดต่ำลง จากการสั่งหยุดการใช้จ่ายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยระหว่างนี้ได้ใช้สินค้าคงคลังไปก่อนจนลดต่ำถึงจุดที่ต้องสั่งมาเพิ่มเติม จึงยังเป็นการฟื้นตัวที่เปราะบาง จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะแน่ชัดว่า เป็นคำสั่งซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคที่กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกันทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมก็เป็นไปในทิศทางที่ฟื้นตัวเช่นกัน นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ชี้แนวโน้มของดัชนีตัวนี้ว่า การติดลบของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมน้อยลงเป็นลำดับตลอดสี่เดือน จากเดือนมกราคม - 25.6 %, เดือนกุมภาพันธ์ -23.07 % ,เดือนมีนาคม -17.74 % ,เดือนเมษายน -12.84 % ถือว่าการฟื้นตัวเริ่มใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ
-ธปท.ชี้ความเชื่อมั่นศก.ตั้งหลัก
สอดคล้องกับการประเมินผลและแนวโน้มเศรษฐกิจในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงภาพรวมดัชนีชี้เศรษฐกิจไทยที่สำคัญอย่างเป็นทางการเมื่อ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยชี้ว่า เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน แม้ยังหดตัว แต่มีอัตราการหดตัวที่ชะลอลงและเริ่มทรงตัวได้ โอกาสที่เศรษฐกิจจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง
นอกจากนี้แล้วดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนพฤษภาคม ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนเมษายน ขึ้นไปเป็น 45.4 จากผลการปรับตัวดีขึ้นขององค์ประกอบเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะการผลิต ที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ กลับมาอยู่ในระดับเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน และการปรับตัวดีขึ้นของคำสั่งซื้อและผลประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนพฤษภาคม ที่ยังต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ยังย่ำแย่อยู่
แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจของเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 50.2 เทียบกับ 46.0 ในการสำรวจเมื่อเดือนเมษายน แสดงถึงการปรับตัวทางบวก และเป็นระดับความเชื่อมั่นทางธุรกิจของผู้ประกอบการที่ไต่เหนือระดับ 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน จากการปรับตัวดีขึ้นขององค์ประกอบเกือบทุกด้านของภาคผลิต อาทิ คำสั่งซื้อ ผลประกอบการ เป็นต้น ยกเว้นแรงกดดันต้นทุนการผลิตบางตัว เช่น ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนว่า
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ
-หวังงบรัฐขับเคลื่อนศก.
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจยังต้องได้รับการพยุงจากรัฐบาล ที่ต้องเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งพยุงการบริโภคไม่ให้ทรุด ขณะเดียวกันภาคเอกชนที่ยังอ่อนแอก็ต้องได้รับการผลักดันหรือพยุงจากรัฐบาลเช่นกัน โดยอีก 18 เดือนข้างหน้า รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยโครงการลงทุนระยะที่ 2 ทั้งเม็ดเงินลงทุน 4 แสนล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องดูแลให้งบประมาณเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องกับการดำเนินงานระยะแรก
"ครึ่งหลังถ้าเร่งการลงทุนและเอกชนลงทุนตาม ความต้องการในประเทศผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยไตรมาสที่ 3 น่าจะเริ่มเห็นความต้องการในประเทศเร่งตัวแทนภาคการส่งออกที่ติดลบได้ ขณะที่ไตรมาส 4 จีดีพีแนวโน้มดีน่าจะเป็นบวก"
-ภาคท่องเที่ยวยังมืดสนิท
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เคยให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้ว่า แม้ล่าสุดจะเริ่มมีสัญญาณว่า การผลิตอุตสาหกรรมและการส่งออกน่าจะใกล้จุดต่ำสุดแล้ว แต่ความเสี่ยงจากการหดตัวของภาคการท่องเที่ยวยังมีอยู่
โดยที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศตลอดปี 2552 อาจลดลงถึง 15% เทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวอาจลดลงถึง 20% ซึ่งนับว่าหดตัวรุนแรงกว่าช่วงที่เกิดโรค SARS ในปี 2546
สำหรับ GDP ที่หดตัวถึง 7%ในไตรมาสแรกใกล้เคียงกับที่ทางศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจคาดการณ์ไว้ โดยส่วนใหญ่มาจากการหดตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกโดยมองว่า ตัวเลขจีดีพีน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขจีดีพีทั้งปี 2552 จะติดลบประมาณ 5% เทียบกับปีที่ผ่านมา
-ซีพีเอ็นฯเห็นบวกสุด ๆ
ส่วนวงการค้าปลีกนั้น นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา , เซ็นทรัล เฟสติวัล และเซ็นทรัล เวิลด์ ให้ความเห็นว่า แม้เศรษฐกิจปีนี้จะตกต่ำมาก แต่ถือว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2540 ขณะที่ผลงานของรัฐบาลเอง ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ใหม่ที่แตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต โดยรัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจทำงาน ว่องไว รวดเร็วกว่าเดิมเยอะ ทำให้เห็นมาตรการใหม่ ๆ และเชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
"การเมืองที่นิ่ง งบประมาณที่ผ่านแล้วจะถูกนำมาใช้ ซึ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ ไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ทำให้เชื่อว่าเดือนก.ย. - ต.ค. นี้เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น และจากเงินของรัฐบาลที่เข้ามาจะช่วยจุดประกายให้เอกชนคิดลงทุน เกิดการจ้างงาน คนมีรายได้ กำลังซื้อ การจับจ่ายก็จะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา"
ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นบิ๊กซีพีเอ็นเห็นในมุมบวกว่า จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นักท่องเที่ยวจะค่อย ๆ เดินทางกลับเข้ามา ทุกอย่างจะดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 หลังจากที่เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ก็จะค่อย ๆ ขยับขึ้น ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลเองควรจะต้องเตรียมพร้อมในการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ อาทิ รถไฟฟ้าบีทีเอส ให้แล้วเสร็จ เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมาในอนาคตอันใกล้
"แม้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะส่งสัญญาณที่ดี แต่การจะทำให้ฟื้นตัวต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ต่างจากเศรษฐกิจในเอเชียที่ใช้เวลาฟื้นตัวได้เร็วกว่า และที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า อีกทั้งเอเชียยังมีจีนและอินเดีย ซึ่งประชากรทั้งสองประเทศรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วน 50% ของทั้งโลก จึงถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมสุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเร่งพัฒนาธุรกิจรองรับ การเข้ามาของนักลงทุนจากยุโรปที่จะหันมาลงทุนในแถบเอเชีย"
-แขม่วท้องเดินอีกครึ่งทางหลังในปี 52
แวดวงเศรษฐกิจธุรกิจเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยผ่านภาวะต่ำสุดในวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ไปแล้ว และมีแนวโน้มการผงกหัวขึ้นของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง หากแต่สัญญาณบวกดังกล่าวยังเปราะบางและแผ่วเบาเต็มที เพราะสัญญาณดังกล่าวยังไม่แน่ใจว่า สะท้อนการฟื้นตัวโดยพื้นฐาน คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และการตัดสินใจขยับเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชน จากที่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของกำลังซื้ออย่างแน่ชัดแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ในท่ามกลางสัญญาณบวกการฟื้นตัวเวลานี้ ปัจจัยเสี่ยงก็ก่อตัวขึ้นพร้อมกันไป ทั้งราคาน้ำมันที่ตั้งท่าปรับขึ้นอีกครั้ง แต่ก็เป็นไปอย่างช้า ๆ และสอดรับกับพื้นฐาน ขณะที่ในเมืองไทยเองปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ยังเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครคาดเดาได้ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ได้สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ให้สังคมได้รับรู้ว่า อะไรที่คิดว่าจะไม่เกิดมีสิทธิ์เกิดได้ทั้งนั้น
เมื่อแสงไฟจากดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจบางตัวเริ่มจุดติดบนลำเทียนผ่านครึ่งปีที่มืดมิด แต่อีกครึ่งทางหลังของปี 2552 ที่เห็นโอกาสจะขยายเปลวไปให้จุดฟืนเศรษฐกิจกองอื่น ๆ ให้สว่างโพลงขึ้นต่อไป นั้น นับเป็นการเดินประคองเปลวเทียนในพายุที่ต้องระวังทุกย่างก้าว
คำถาม
1.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คือใคร

2.ในธุรกิจภาคการท่องเที่ยวมีผลกระทบอย่างไร

3.ผลงานของรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นอย่างไร